สมัคร MAXBET นพพล พลคำ – ฮาร์ดแมนผู้ไม่ยอมแพ้

สมัคร MAXBET

จากเด็กที่ถูกฝึกฟุตบอลจากภารโรงกับชีวิตลูกหนังที่ถูกมองข้ามมาตลอด ก่อนจะก้าวมาเป็นกำลังหลักทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์ ติดตามเรื่องราวของเขาได้ที่นี่

สมัคร MAXBET… 8 หมื่นกว่าชีวิต ที่เบียดเสียดกันภายใน ชาห์ อลัม สนามกีฬาขนาดใหญ่ของมาเลเซีย ต่างมาร่วมเป็นสักขีพยานในเกมนัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอลชาย ซีเกมส์ 2017 ระหว่าง เจ้าภาพ มาเลเซีย แชมป์ 6 สมัย กับ ทีมชาติไทย แชมป์ 15 สมัย

เกมจบลง ด้วยชัยชนะของ ช้างศึก 0-1 เสียงเพลงชาติไทย ถูกเปิดกึกก้องสนาม พร้อมกับธงไตรรงค์ โบกสะบัดอยู่บนยอดเสา หลังทีมชาติไทย ผ่านการกรำศึกหนัก ลงเล่น 7 เกม จาก 15 วัน ด้วยผลงานชนะ 6 เสมอ 1 ไม่แพ้ใคร ยิง 12 เสีย 1 ประตู

“เป้” นพพล พลคำ กองกลางตัวตัดเกมหมายเลข 8 กลายเป็นผู้เล่นที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว เขาเป็นนักเตะไทย เพียงคนเดียวที่ FOX SPORTS เลือกติดทีมยอดเยี่ยม ในรอบแบ่งกลุ่ม และสื่ออย่าง FourFourTwo เลือกเขาติดโผ 11 แข้งยอดเยี่ยมประจำซีเกมส์ 2017

ด้วยสไตล์การเล่นหาได้ยากในนักเตะไทย ทำหน้าที่ คอยปัดกวาดแดนกลาง ตัดเกม แย่งบอล และทำลายเกมรุกคู่แข่ง ได้อย่างดุดัน เขาเริ่มถูกจับตามองในวงกว้าง ทั้งที่ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้น เขายังมีสถานะเป็นแค่ แข้งโนเนม คนหนึ่งในทีมชุดนี้

โกล ประเทศไทย นัดพบกับ ฮาร์ดแมนทีมชาติไทยชุดใหญ่ ในห้องโถงใหญ่ ชั้นล่าง โรงแรมอิสตาน่า กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศไทย 1 วันก่อน เกมนัดชิงชนะเลิศ กับ มาเลเซีย เพื่อสัมภาษณ์และพูดคุยแบบตัวต่อตัว

ตลอดการสนทนา เราได้รู้จัก นพพล ในมุมที่แตกต่างออกไป จากยามสวมชุดนักฟุตบอล เขาเป็นคนขี้อาย ประหม่า พูดน้อย และเขินทุกครั้งเวลาที่ถามว่า “รู้สึกอย่างไร ที่มีคนพูดถึงผลงานที่ดีของเขา” …แต่ก็ด้วยคำพูดไม่กี่คำที่เขาตอบมา มันกลับสะท้อนถึงจริงใจ ตัวตนที่เขาเป็น ได้อย่างเหลือเชื่อ

และนี่คือเรื่องราวชีวิตลูกหนังที่ผ่านทุกช่วงทั้งผิดหวัง สมหวัง แต่ไม่คิดยอมแพ้ของเขา…

นพพล พลคำ

ลูกศิษย์ภารโรง

นพพล พลคำ เกิดในครอบครัวยากจน มีพี่น้อง 3 คนเป็นผู้ชายทั้งหมด เขาเป็นน้องเล็กสุดท้อง พ่อกับแม่ เคยเข้ามาหากินในเมืองหลวง โดยประกอบอาชีพ ลูกจ้าง และถือกำเนิด ด.ช.นพพล ที่นี่ ก่อนจะย้ายกลับภูมิลำเนา ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งแต่เขาเริ่มจำความได้

“เป้” ใช้ชีวิตอยู่บ้านเกิด โดย พ่อกับแม่ หันมาประกอบอาชีพ ทำนา หากว่างเว้นจากงานหลัก ก็จะไปรับจ้างทำงานทั่วไป เพื่อนำรายได้มาจุนเจือครอบครัว ชีวิตในวัยเด็กของ นพพล จึงไม่ได้สบายนัก

เขาเข้าเรียนระดับชั้น ประถมศึกษา ในโรงเรียน บ้านโคก (ทองคุรุราษฏร์พัฒนา) ซึ่งเป็นสถานศึกษาขนาดเล็กในหมู่บ้าน… ที่นีไม่มีครูสอนพละเก่งๆ หรือโค้ชกีฬา อย่างโรงเรียนชื่อดัง แต่ก็มี ชายคนหนึ่ง ที่ไม่ได้ประกอบวิชาชีพครู เป็นผู้จุดประกายในการเล่นฟุตบอลให้กับ มิดฟิลด์ทีมชาติไทยรายนี้

“ผมหัดเล่นฟุตบอลครั้งแรก ตอนประมาณ ป.3 โดยมี ลุงภารโรงที่ชื่อ สุนทร กลีบจำปี เป็นคนที่สอนบอลให้กับผม ผมเริ่มต้นจากการเล่นตำแหน่ง ศูนย์หน้า มีโอกาสได้เห็นพวกรุ่นพี่ ป.6 ได้แข่งกีฬาระดับจังหวัด เราก็อยากไปแข่งแบบนั้นบ้าง”

หลังเรียนจบชั้น ป.6 นพพล นั่งรถจากจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมครอบครัว เดินทางไปคัดตัวเข้าเป็นนักกีฬาฟุตบอลของ โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี สถาบันลูกหนังขาสั้นชื่อดังของไทย ท่ามกลางเด็กๆจากทั่วฟ้าเมืองไทย ที่แห่กันมาคัดตัวหลายร้อยคน

หลังเสร็จสิ้นการคัดตัวรอบแรก ชื่อของ “นพพล พลคำ” เป็นหนึ่งในเด็กไม่กี่คน ที่ถูกขานชื่อ…ให้ผ่านเข้าสู่การคัดตัวรอบสอง เขาขยับเข้าใกล้การได้มาเป็น ส่วนหนึ่งของ โรงเรียนฟุตบอลแถวหน้าของประเทศแล้ว

นพพล พลคำ

คนที่ถูกมองข้าม

“ไม่รู้เหมือนกันครับ ทำไมเขาไม่เอาผม (ยิ้มเจื่อนๆ)” – นี่คำตอบซื่อๆ ที่เราได้รับ หลังถามถึงผลการคัดตัวรอบสอง กับโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี

เด็กชายจากจังหวัดร้อยเอ็ด กลับบ้านพร้อมความผิดหวังครั้งใหญ่ เขาไม่ได้ไปคัดตัวที่ไหนอีกเลย และเข้าศึกษาต่อระดับชั้น มัธยมฯ ต้น กับ โรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย ที่ตั้งอยู่ในตัวเมือง

เมื่อเขาเข้าสู่ช่วงมัธยมฯ เขากลายเป็นเด็กเกเรเต็มตัว ชนิดที่ว่าแทบไม่เข้าห้องเรียน หนังสือหนังหาไม่อ่าน และโดดเรียนเป็นว่าเล่น แถมยังติดเกมอย่างหนัก

3 ปีที่ นพพล เริ่มออกนอกลู่นอกทาง…จากเด็กที่เกือบได้ไปเรียนที่ อัสสัมชัญ ธนบุรี ชีวิตเขาผกผันไปมากเหลือเกิน..

กระทั่งวันหนึ่ง พ่อของเพื่อน ซึ่งเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน ได้แนะนำให้เขาลองไปคัดตัวที่สถาบันแห่งนี้ดู หลังเรียนจบ ชั้น ม.3 และตอนนั้นเขายังไม่ได้คิดถึงอนาคตอะไรมาก

เขาตัดสินใจมาลองคัดตัวอีกครั้งในเมืองกรุง และคราวนี้ เขาสมหวังได้เข้ามาเรียนที่สถาบันเดียวกับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ รุ่นพี่ที่เพิ่งเรียนจบ ปวช. 3 ไปหมาดๆ โดยเล่นในตำแหน่ง ปีกขวา

อันดับโลกทีมชาติไทยทุกชุด ทุกรายการ

“ต้องขอบคุณ โรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน ที่เปลี่ยนชีวิตผม รวมถึงขอบคุณ อาจารย์ สาโรจน์ ศรีสุข, อาจารย์ ชาญวิทย์ สร้อยคำ ทำให้ผมมีเส้นทางที่ดี” นพพล กล่าวถึงจุดเปลี่ยนในชีวิต

“ผมต้องเปลี่ยนวิธีคิด การใช้ชีวิต ทุกอย่างใหม่หมดเลย ช่วงย้ายมาใหม่ๆ ปรับตัวยากเหมือนกันครับ มาถึงวันแรก ก็อยากกลับบ้านเลย บางวันก็มีร้องไห้ เพราะว่าเด็กคนอื่น เขาเกาะกลุ่มกันมา 5-6 จากโรงเรียนดังๆ แต่เรามาตัวคนเดียวจากร้อยเอ็ด”

“ตอนนั้นครอบครัวยังลำบากครับ บางวัน แม่เขาโทรมาบอกว่า แม่ไม่มีตังค์ส่งนะ ให้อดทนหน่อย ผมก็อยู่กับเพื่อน พยายามอดทน และตั้งใจเล่นฟุตบอลครับ”

“ผมเล่นให้ทีมโรงเรียนฯ ตั้งแต่ ปวช. 1 (เทียบเท่า ม.4) จนจบ ได้แข่งรายการระดับประเทศมาตลอด พอขึ้น ปวช.2 ผมมีโอกาสได้ไปซ้อมกับ อาร์แบค เทโร ในดิวิชั่น 2 ครับ ที่เป็นทีมพันธมิตรของ บีอีซี เทโรฯ รุ่นๆเดียวกับ เจนรบ สำเภาดี ครับ”

ร.ร.พณิชยการราชดำเนิน เป็นพันธมิตรลูกหนังกับ บีอีซี เทโรศาสน ไม่แปลกรุ่นพี่ในสถาบันเดียวกันกับเขาหลายคน อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ศนุกรานต์ ถิ่นจอม ฯ จะได้สัญญาฉบับเป็น นักเตะฝึกหัดของ มังกรไฟ เช่นเดียวกับ นพพล

แต่ตลอด 4 ปีที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะบีอีซี เทโรศาสน เขากลับไม่เคยถูกดันขึ้นสู่ชุดใหญ่เลยแม้แต่ครั้งเดียว

“ไปซ้อมกับ อาร์แบคฯ ได้ 6 เดือน ก็ย้ายมาเล่นอาชีพกับ บีซีซี เทโร ในดิวิชั่น 2 ผมเล่นตำแหน่ง แบ็กขวา สลับ ปีกขวา ผมเคยถูกเรียกไปซ้อมกับ บีอีซี เทโร อยู่หลายครั้ง ในช่วงที่ถูกปล่อยยืมตัว แต่ทีมบีซีซี เขาก็อยากเก็บผมไว้ เพราะว่าทีมมีลุ้นขึ้นดิวิชั่น 1 สุดท้าย ทีมไม่ได้เลื่อนชั้น ส่วน เทโรฯ ก็ไม่มีท่าทีว่าเขาจะใช้งานผม”

“ช่วงนั้นมีแอบคิดเหมือนกัน เห็นเพื่อนร่วมทีมอย่าง เจนรบ (สำเภาดี), อดิศักดิ์ (เส็นสมเอียด) เขาได้ขึ้นชุดใหญ่แล้ว เมื่อไหร่จะถึงคิวเราบ้าง แต่ไม่ได้คิดมากครับ จนมาได้รับโทรศัพท์จาก พี่เตี้ย (สะสม พบประเสริฐ)”

นพพล พลคำ

สู่ทัพช้างศึก

“เป้ ใช่ไหม? ตอนนี้พี่มาทำทีมแอร์ฟอร์ซ สนใจมาอยู่กับพี่หรือเปล่า?” เสียงจากปลายสายของ กุนซือฝีปากกล้า นามว่า สะสม พบประเสริฐ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพนักเตะของ นพพล พลคำ

เจ้าของฉายา เตี้ยรินโญ่ เคยร่วมงานกับ นพพล พลคำ ในทีมชาติไทย ยู-19 ในศึกชิงแชมป์เอเชีย ที่ เมียนมา โดยทั้งคู่ พบกันครั้งแรก อย่างบังเอิญ หลังโค้ชเตี้ย นำลูกทีม ยู-19 ลงอุ่นเครื่องพบกับ ทีมนักเรียนไทย 18 ปี แล้วประทับใจฝีเท้า นพพล พลคำ กองกลางป้ายแดงของทีมนักเรียนไทย

ก่อนที่ต่อมา นพพล และพ้องเพื่อน จะก้าวไปคว้าแชมป์นักเรียนเอเชีย ที่ประเทศ อินโดนีเซีย ปี 2014 ภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชรุณ” อรุณ ตุลย์วัฒนางกูร

นพพล พลคำ

“อาจารย์ อรุณ คือคนแรกที่จับผมเล่น กองกลาง ตอนที่ไปคว้าแชมป์นักเรียนเอเชีย” อดีตวิงแบ็ก บีซีซี เทโร เผยถึงผู้ค้นพบตำแหน่งที่แท้จริงของเขา

“ตอนแรกผมก็ตกใจ เพราะไม่เคยเล่นมาก่อน แต่ อาจารย์เขาบอกว่า ผมวิ่งเยอะ น่าจะเหมาะกับ กองกลางมากกว่าตัวริมเส้น ก็ปรับตัวยากเหมือนกันนะครับ อย่าง ปีก เราแค่วิ่งขึ้น วิ่งลงด้านข้าง แต่กองกลางต้องมองรอบๆ ผมยังไงก็ได้ครับ ขอแค่ช่วยทีม และเล่นตามที่โค้ชบอก”

นพพล ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ด้วยสัญญายืมตัว ในฤดูกาล 2016 หลังจากยังมองไม่เห็นโอกาสที่จะได้ขึ้นชุดใหญ่ บีอีซี เทโรศาสน

เขาโชคร้ายเมื่อได้รับบาดเจ็บที่เข่า ต้องพักไป 3 เดือน จนแทบไม่ได้ลงเล่นในช่วงเลกแรก ก่อนจะคืนสนามในช่วงเลกสอง และในช่วงปลายฤดูกาล 2016 เขาถูกเรียกมาเก็บตัวฝึกซ้อม กับ ทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี เป็นครั้งแรก

“พี่เตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) เขาให้ใจเด็กทุกคน ตั้งแต่ร่วมงานกัน เราขาดอะไร แกก็จะหามาให้เราหมด ทั้งเรื่องของการฝึกซ้อม แท็คติก แบบรายบุคคล อย่างตัวผม เขาจะสอนให้ผมเทิร์นบอลให้ได้มากสุด เปลี่ยนจากรับเป็นรุกให้เร็วที่สุด ฤดูกาลแรก เราจบอันดับ 4 พอจบซีซั่น 2016 เทโรฯ ก็ยังไม่ใช้งานผม ผมเลยอยู่ที่นี่ต่อครับในฤดูกาลนี้”

“ส่วน ทีมชาติ (ยู-22) ผมถูกเรียกตัวมาซ้อมครั้งแรก ตอนเดือน กันยายน ปีที่แล้ว จำได้ว่า มาแคมป์ครั้งแรก ผมไม่กล้าคุยกับใครเลยครับ นั่งเงียบๆ เพราะว่าคนที่ถูกเรียกมาเป็นพวกนักเตะระดับไทยลีกทั้งนั้น ผมตั้งใจซ้อมอย่างเดียวครับ แต่ก็ค่อยๆปรับตัวไป โชคดีที่มีเพื่อนเคยเล่นด้วยกัน ใน ทีมชาติ ยู-19 บางคน ติดทีมชุดนี้มาด้วย”

ฟอร์มอันยอดเยี่ยมกับ แอร์ฟอร์ซ ของ นพพล พลคำ ทำให้เขาเริ่มชนะใจ วรวุธ ศรีมะฆะ เขาถูกเรียกตัวมาฝึกซ้อมเก็บตัวบ่อยขึ้น รวมถึงมีชื่ออยู่ในทีมชุดรองแชมป์ ทันเนียน นิวส์เปเปอร์ คัพ 2016 ที่ประเทศเวียดนาม ก่อนจะได้ลงฉายแววเด่น ในรายการใหญ่อย่าง รอบคัดเลือก ชิงแชมป์เอเชีย ยู-23 ที่ประเทศไทย

“เกมแรก เราเสมอ มองโกเลีย มา 1-1 นัดนั้นผมลงเป็นตัวสำรอง จบเกมก็เห็น คอมเมนต์ ตกใจเหมือนกัน อุ๊ย ทำไมคนด่าทีมเราเยอะจัง (หัวเราะแบบเขินๆ)”

“ก่อนเกมนัดที่สอง กับ มาเลเซีย มีเรียกประชุมทีมตามปกติ สักพักโค้ชแจ้งว่า นัดนี้เราจะได้เป็นตัวจริง เซอร์ไพรส์พอสมควรครับ แต่คิดว่ามันคือหน้าที่ ถ้าได้ลงแล้ว ต้องเล่นให้ดีให้ได้”

เกมนั้นเป็นเกมแรก ในทัวร์นาเมนต์อย่างเป็นทางการ ที่เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง จบเกม ไทย ชนะไปได้ 3-0 ก่อนที่สุดท้าย ช้างศึก จะคว้าตั๋วเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย ศึกชิงแชมป์เอเชีย ยู-23 ในปีหน้า ที่ประเทศจีน ได้สำเร็จ

นพพล มีชื่อติดโผ 26 คนสุดท้าย สำหรับเตรียมสู้ศึก ซีเกมส์ 2017 ที่มาเลเซีย ในอีก 3 สัปดาห์ต่อมา

และครั้งนี้เขาไม่ถูกมองข้ามอีกแล้ว “นพพล พลคำ” ถูกบรรจุชื่อเป็น 1 ใน 20 แข้งช้างศึก กับภารกิจล่าเหรียญทอง ในรายการที่มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือ “ต้องแชมป์เท่านั้น”

นพพล พลคำ

ซีเกมส์เปลี่ยนชีวิต

“ตอนเด็ก ผมไม่รู้หรอกว่า ซีเกมส์มันคืออะไร คือเคยนั่งดูนะครับ แต่ไม่รู้ว่ายิ่งใหญ่หรือสำคัญอย่างไร จนมีชื่อติดทีมจริงๆ ก็ดีใจมากครับ เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ ไม่คิดว่าตัวเองจะได้มาแข่งซีเกมส์เลย”

นพพล สารภาพกับเราตามตรงว่า นี่คือทัวร์นาเมนต์หนักและเหนื่อยสุดในชีวิต ด้วยโปรแกรมที่ค่อนข้างถี่ สภาพอากาศ รวมถึงสนามสนาม แถมยังเผชิญแรงกดดัน ละถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วง หลังออกสตาร์ทนัดแรก ด้วยการเสมอ อินโดนีเซีย 1-1 ซึ่งเกมดังกล่าว เขาได้ลงเล่นเป็น ตัวจริง

“เกมนั้น ทุกคนก็รู้สึกผิดหวังครับ แต่ต้องยอมรับว่า อินโดฯ เป็นทีมที่แข็งแกร่งและแท็คติกดีมาก บรรยากาศในทีมก็ซีเรียสพอสมควร เพราะเป้าหมายทีมเราคือต้องชนะทุกนัด แต่ส่วนตัว ผมเป็นคนไม่ค่อยกดดันอะไรครับ พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีครับ เวลาอยู่ในทีม ก็พยายามมีความสุขให้มากสุด”

นพพล พลคำ

นัดที่ 2 ไทย พบกับ ติมอร์ เลสเต โดยเกมนี้ นพพล ยังคงได้รับความไว้วางใจให้เป็น ตัวจริง และวิ่งบดคู่แข่งอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งเกม จนช่วยให้ทีมเฉือนชนะไปได้ 1-0 ประเดิมสามคะแนนแรกสำเร็จ ที่แลกมาพร้อมกับอาการตึงกล้ามเนื้อ ชนิดที่ว่า ตื่นเช้ามาลุกจากเตียงแทบไม่ได้

เขาได้พัก 2-3 วัน (เกมชนะ กัมพูชา 3-0) ขณะที่ ทีมชาติไทย เริ่มทำผลงานกระเตื้องขึ้นเรื่อยๆ ต่อด้วยการชนะ ฟิลิปปินส์ 2-0

แต่ทว่านัดสุดท้ายกลับต้องมาเจอศึกหนัก พบกับ เวียดนาม จ่าฝูงของตาราง ด้วยเงื่อนไขการผ่านเข้ารอบของ ทีมช้างศึก คือต้องชนะให้ได้สถานเดียว หากเสมอ มีโอกาสสูงที่ตกรอบแรก

“เกมกับ เวียนาม เหมือนนัดชี้ชะตาพวกเราทุกคน ตอนนั้นทุกคนในทีมกระหาย อยากจะชนะให้ได้ เหมือนสภาพร่างกายมันฟิตขึ้น มีแรงจูงใจเยอะครับ พี่โย่ง (วรวุธ ศรีมะฆะ) ก็บอกให้ผม พยายามหุบเข้าไปปิดเกมด้านในของเวียดนาม ให้พวกเขาเล่นยากขึ้น ดีใจครับเราชนะพวกเขามาได้”

ไทย ชนะ เวียดนาม 3-0 จบรอบแบ่งกลุ่ม ด้วยตำแหน่งแชมป์สาย B ไปพบกับ เมียนมา ในรอบรองชนะเลิศ โดย นพพล พลคำ กองกลางพันธุ์ดุ โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นเข้าตา สื่อกีฬาชื่อดังอย่าง FOXS SPORT เลือกให้เป็น ผู้เล่นไทยคนเดียว ที่ติดทีมยอดเยี่ยม ประจำรอบแบ่งกลุ่ม ซีเกมส์ 2017

“เรื่องนี้ผมไม่รู้เลยครับ จนมีเพื่อนๆในเฟซบุค แท็กและแชร์มาให้อ่านว่า เราติดทีมยอดเยี่ยมนะ ก็รู้สึกแอบดีใจครับ ไม่คิดเขาจะมองเห็นเรา (ยิ้มแบบอายๆ)”

นพพล พลคำ

ฮาร์ดแมนผู้ไม่ยอมแพ้

“ทำไม เป้ ถึงไม่นอน หรือขอออกจากสนาม? สกอร์ก็นำฟิลิปปินส์อยู่ 2-0” คำถามที่ผู้เขียนคาใจ หลังต้องเห็น นพพล กัดฝืนวิ่ง ทั้งที่ตะคริวขึ้น ในช่วงท้ายเกมแบ่งกลุ่มที่ ชนะ ฟิลิปปินส์ 2-0

“ผมทนเห็นเพื่อนเล่น 10 คนไม่ได้หรอกครับ ผมเหนื่อยแทน” นพพล ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

เขาอธิบายถึงช็อตดังกล่าวต่อว่า “ตอนนั้น สักประมาณนาที 70 ผมรู้สึกตะคริวมันเริ่มขึ้นมาแล้ว ตอนแรกผมมองหาตัวเปลี่ยนนี่แหละ แต่ว่าโควต้าเปลี่ยนตัว เราครบแล้ว”

“ผมเลยขอฝืนเล่นต่อครับ พยายามจะวิ่งให้มากสุดเท่าที่จะทำได้ ช่วยเพื่อนไล่บอล ปิดทางบอลคู่แข่ง ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง อีกอย่างใกล้จะหมดเวลาแล้วด้วย ถ้าผมขอออกมา แล้วทีมโดนไล่มา 1-2 เพื่อนก็ต้องเหนื่อยมากกว่าเดิม และทีมเสียหาย ผมเลยขออยู่ในสนามต่อครับ”

“จบเกมกลับมาห้องพัก ผมรีบแช่น้ำแข็งเลยครับ กลัวหายไม่ทันเกมนัดต่อไป” นพพล ทิ้งท้ายแบบติดตลก

นพพล พลคำ

ตลอด 20 นาทีในสนาม เขาไม่เคยอิดออด ขอนอนถ่วงเวลาคู่แข่ง แม้จะวิ่งได้ไม่เต็มฝีก้าว แต่เขาพยายามจะยืน และฝืนวิ่ง ในตำแหน่ง กองหน้าจำเป็น จนสุดท้าย ไทยรักษาสกอร์ 2-0 เหนือ ฟิลิปปินส์ไว้ได้ – นี่คือเกม และคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงตัวตนที่ชัดเจนของเขา

บทบาทกองกลางตัวรับ ไม่ใช่ตำแหน่งโดดเด่นและถูกจดจำมากนัก แม้จะต้องทำงานหนัก ไม่น้อยกว่าใคร ทั้งวิ่ง ไล่บอล ช่วยทีมทั้งเกมรุกและรับ แถมยังเสี่ยงที่จะต้องปะทะ และได้รับบาดเจ็บหนัก

ยิ่งเมื่อบวกกับนิสัยขี้อาย ไม่ค่อยมีพื้นที่ในหน้าสื่อ ยิ่งทำให้ นพพล พลคำ ไม่ถูกค่อยจดจำ ในฐานะนักเตะดาวเด่นของทีม “เขาไม่มีแอสซิสท์ หรือประตูสำคัญ” ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ แต่อะไรกันที่ทำให้ผู้คน ต่างชื่นชอบในฝีเท้าของเขา

นพพล พลคำ

สไตล์การเล่นแบบกัดคู่แข่งไม่ปล่อย หรือ นักเตะจอมพลังที่วิ่งไม่มีหมด?

“ผมไม่ได้รู้สึกอะไรเลยนะ ถ้าเล่นตำแหน่งนี้แล้วจะไม่เด่น แค่เห็นทีมชนะ ผมก็มีความสุขแล้วครับ พอแล้ว ไม่ได้ต้องการอย่างอื่นเลยครับ คิดแค่นี้จริงๆ”

“ทุกวันนี้ ผมยังอายและเขินกล้องอยู่เลย อย่างเวลามีพี่นักข่าวมาสัมภาษณ์ เขาชอบบอกว่า นี่ เป้ ยังไม่ชินกล้องอีกเหรอ ผมก็บอกว่า โห พี่ ยังเลยครับ ผมขี้อายจริงๆ (ยิ้ม หัวเราะ)”

ในรอบรองชนะเลิศ ไทย ที่เพิ่งได้พักแค่ 1 วัน ลงสนามพบกับ เมียนมา ที่ได้พักมาเต็มที่ 4 วัน เกมดังกล่าวทั้งสองทีมสู้กันได้อย่างสนุก และวิ่งใส่กันตลอดทั้งเกม ก่อนที่ ช้างศึก จะเอาชนะไปได้ 1-0 จากประตูชัยของ เจนรบ สำเภาดี ในนาทีที่ 90+4

“เกมกับ เมียนมา ก็ไม่ค่อยแตกต่างกับรอบแบ่งกลุ่มนะครับ แม้เราจะได้พักน้อยกว่าพวกเขา แต่ก็ไม่ได้แปลว่า เราจะไม่มีแรงนะครับ”

“ส่วนตัวนัดนี้ ใช้พลังไปมากเหมือนกัน พอหลังจบเกม ระหว่างที่กำลังยืดกล้ามเนื้อ แม่ก็โทรมาหาผม แล้วบอกว่า เหนื่อยไหม แม่ดูอยู่นะ เล่นได้สุดยอดมาก บอกเพื่อนๆด้วยนะว่า อีกแค่นัดเดียวช่วยกันเล่น แล้วเอาเหรียญทองกลับบ้านเรานะลูก”

“แค่คำพูดไม่กี่คำ จากแม่นี่แหละครับ มันเป็นเหมือนพลังที่มากมายสำหรับผม รู้สึกหายเหนื่อยเลยครับ” นพพล กล่าวแบบติดอมยิ้ม จนเขาตาหยีแทบปิด

นพพล พลคำ

ชีวิตของเขามาไกลเหลือเกิน จากเด็กที่เคยถูกมองข้าม และพลาดโอกาสหลายๆครั้ง ในเส้นทางฟุตบอล แต่การต่อสู้อย่างไม่เคยยอมแพ้ในสนาม น่าจะเป็นเหตุผลที่มากพอ ที่ว่าทำไม วันนี้ เขาจึงกลายเป็น “นักฟุตบอลทีมชาติไทย” ที่ถูกจับตามองอย่างมาก

“ดีใจครับ ที่เราฝ่าฟันมาถึงรอบชิงชนะเลิศ จากที่หลายๆคนมองว่า พวกเราน่าจะตกรอบแรก” กองกลางพันธุ์ดุ เปิดใจ กับเรา 1 วันก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศ กับ มาเลเซีย

“ผมเป็นคนที่เวลาลงสนามแล้ว จะมุ่งมั่น และตั้งใจสูงครับ ผมเคยได้ยินหลายคนสงสัยว่า ทำไมผมวิ่งไม่มีหมด จริงๆ ผมก็เหนื่อยเหมือนกับทุกๆคนแหละ แต่ผมอยากจะชนะ อยากช่วยทีมให้ได้มากสุด”

“สำหรับผม แรงจูงใจในการเล่นฟุตบอล มี 2 อย่าง คือ 1. ทำให้ครอบครัวมีความสุข 2. ทำเพื่อประเทศชาติ ผมภูมิใจทุกครั้งที่ได้ร้องเพลงชาติ ได้เป็นตัวแทนประเทศ”

“สองสิ่งนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมไม่หยุดวิ่ง”